เรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ · มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จาก “ตลาดวิชา” สู่วันแห่งความสำเร็จ พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2522

ภาพที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิต ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ภาพที่ 1 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิต ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 มิได้เป็นเพียงพิธีแห่งความสำเร็จของบัณฑิต หากเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิด “ตลาดวิชา” ได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษนับจากการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

จากอุดมการณ์ “ตลาดวิชา” สู่ผลสำเร็จของผู้เรียน

ภาพที่ 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 (หน้า 1)
ภาพที่ 2 (หน้า 1) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514
ที่มา: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, สำนักงานอธิการบดี. (2518). กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ภาพที่ 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 (หน้า 2)
ภาพที่ 2 (หน้า 2) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514
ที่มา: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, สำนักงานอธิการบดี. (2518). กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

“ตลาดวิชา” เป็นหลักการสำคัญในการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนับตั้งแต่เริ่มสถาปนาใน พ.ศ. 2514 โดยมุ่งเปิดโอกาสและสร้างความเสมอภาคในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัยส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง และทะนุบำรุงวัฒนธรรม ผู้ศึกษาสามารถเข้าชั้นเรียนที่มหาวิทยาลัยจัดให้หรือศึกษาด้วยตนเองได้ แนวคิดดังกล่าวจึงสะท้อนการขยายโอกาสทางการศึกษาจากระบบมหาวิทยาลัยที่มีข้อจำกัดในการรับผู้เรียน ไปสู่รูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้างแก่ประชาชนจำนวนมาก การก่อตั้งมหาวิทยาลัยจึงมิได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสถาบันอุดมศึกษา หากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากสามารถแสวงหาความรู้และพัฒนาคุณวุฒิของตนได้

ในระยะเริ่มแรก มหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอนใน 4 คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ ต่อมาได้ขยายสาขาวิชาและจัดตั้งคณะเพิ่มเติม ได้แก่ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2516 และเริ่มเปิดการเรียนการสอนใน 3 คณะดังกล่าวในปี พ.ศ. 2517 การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรองรับผู้เรียน ควบคู่ไปกับการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการในสาขาวิชาต่าง ๆ ของสังคมไทย

พิธีครั้งแรก: จุดเริ่มต้นของประเพณีแห่งความสำเร็จ

เมื่อมหาวิทยาลัยสามารถผลิตบัณฑิตรุ่นแรกได้สำเร็จ เหตุการณ์สำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหง และพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตรุ่นแรก บริเวณหน้าสำนักหอสมุดกลาง

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการก่อตั้งสถาบันกับความสำเร็จของบัณฑิตรุ่นแรก และในเวลาต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน ได้รับการกำหนดให้เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง

พัฒนาการจากพิธีครั้งที่ 1 สู่ครั้งที่ 5

ภายในช่วงเวลาประมาณ 4 ปี จำนวนบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด แม้จำนวนในแต่ละรุ่นจะมีความผันผวน โดยรุ่นที่ 4 มีจำนวนลดลงจากรุ่นที่ 3 แต่เมื่อเปรียบเทียบพิธีครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 5 จำนวนบัณฑิตเพิ่มจาก 2,167 คน เป็น 8,762 คน หรือมีจำนวนรวมเป็นประมาณ 4 เท่าของพิธีครั้งแรก

ตารางที่ 1 จำนวนบัณฑิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นที่ 1–5
ครั้งที่ รุ่นบัณฑิต จำนวนบัณฑิต (คน)
1 รุ่นที่ 1 2,167
2 รุ่นที่ 2 4,143
3 รุ่นที่ 3 5,548
4 รุ่นที่ 4 4,597
5 รุ่นที่ 5 8,762

ที่มา: เรียบเรียงจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 9–13 ธันวาคม พุทธศักราช 2522. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นผลลัพธ์เชิงปริมาณของนโยบายการเปิดโอกาสทางการศึกษา อย่างไรก็ดี ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว หากยังอยู่ที่ภูมิหลังของผู้เรียน ความหลากหลายของสาขาวิชา และบทบาทที่บัณฑิตเหล่านี้นำไปปฏิบัติในสังคมหลังสำเร็จการศึกษา

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 พ.ศ. 2522

ภาพที่ 3 บรรยากาศพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 9-13 ธันวาคม พ.ศ. 2522
ภาพที่ 3 บรรยากาศพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 9–13 ธันวาคม พ.ศ. 2522
ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 ธันวาคม พ.ศ. 2522 ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2521 เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจำนวน 8,762 คน จาก 7 คณะ ดังนี้

ตารางที่ 2 จำนวนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจำแนกตามคณะ ประจำปีการศึกษา 2521
คณะ จำนวนบัณฑิต (คน)
คณะศึกษาศาสตร์ 732
คณะวิทยาศาสตร์ 327
คณะรัฐศาสตร์ 1,506
คณะเศรษฐศาสตร์ 1,170
คณะนิติศาสตร์ 3,126
คณะบริหารธุรกิจ 1,161
คณะมนุษยศาสตร์ 740
รวม 8,762

ที่มา: เรียบเรียงจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 9–13 ธันวาคม พุทธศักราช 2522. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

คณะนิติศาสตร์มีผู้สำเร็จการศึกษามากที่สุด จำนวน 3,126 คน รองลงมาคือ คณะรัฐศาสตร์ จำนวน 1,506 คน และคณะบริหารธุรกิจ จำนวน 1,161 คน โครงสร้างดังกล่าวอาจสะท้อนความนิยมทางการศึกษาของสาขาวิชานั้นๆ เช่น คณะนิติศาสตร์ที่มีเส้นทางอาชีพชัดเจนทั้งงานราชการ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และวิชาชีพกฎหมาย อีกทั้งความรู้ทางด้านกฎหมายเพื่อนำไปใช้ประกอบการเลื่อนตำแหน่งและสอบแข่งขัน ตลอดจนต้องการความรู้และกำลังคนทางด้านกฎหมาย การบริหารราชการ และการบริหารธุรกิจในช่วงเวลานั้นๆ เป็นต้น

ลำดับและบรรยากาศของพระราชพิธี

ภาพที่ 4 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 5 โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย
ภาพที่ 4 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522

พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 5 ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชดำเนินด้วย ประกอบพิธีในเวลา 14.30 น. ของแต่ละวัน นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้บริหาร และกรรมการสภามหาวิทยาลัย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงสถานที่ประกอบพิธี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัยและเสด็จพระราชดำเนินไปประทับพระราชอาสน์ จากนั้น อธิการบดีกราบบังคมทูลรายงานกิจการของมหาวิทยาลัย และกราบบังคมทูลเบิกผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรตามลำดับ หลังจากเสร็จสิ้นการพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว บัณฑิตได้กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่ายิ่งของบัณฑิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

พระบรมราโชวาท: “กำลังศรัทธา” เป็นพื้นฐานสำคัญของความสำเร็จในการทำงาน

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่บัณฑิต ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารสวนอัมพร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2522 เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจความหมายของพิธีเกินกว่าการรับปริญญาบัตร เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพระราชดำริเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้มีการศึกษา โดยเฉพาะการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จ (วุฒิญาณ ขจรกลิ่น, บรรณาธิการ, ม.ป.ป.) ความว่า

…ไม่ว่าจะทำงานอะไรกับใคร เพื่อสิ่งใด ถ้าหากขาดความเชื่อถือในงาน ในบุคคล ในเป้าหมายแล้ว จะหากำลังอันใดมาบันดาลใจให้ขวนขวายในการงานมิได้เลย และก็ยากที่ผลสำเร็จหรือความพอใจจะบังเกิดขึ้นได้ดังใจหมาย ดังนั้นเมื่อจะทำการงานจึงจำเป็นต้องปลูกศรัทธานั้น ต้องไม่ใช่การยอมตัว ปล่อยใจให้เชื่อถือตามที่ถูกชักจูง ชี้นำ หรือยั่วยุ ศรัทธาที่พึงประสงค์มีทางสร้างขึ้นได้ทางเดียว ด้วยการเข้าไปพินิจด้วยความคิดจิตใจที่หนักแน่น เป็นกลาง และมีเหตุผลพร้อมมูล เมื่อได้พิจารณาเห็นถ่องแท้ถึงคุณค่าถึงประโยชน์ในสิ่งนั้น คนนั้น ผลนั้นแล้ว ศรัทธาอันมั่นคงแน่นแฟ้นจะเกิดขึ้นเอง ทั้งจะนำกำลังอื่นๆ เช่น ความกระตือรือร้น ความขวนขวายพากเพียรพร้อมทั้งความคิดความฉลาด ให้เกิดขึ้นเกื้อกูลกันพร้อม ทำให้การงานดำเนินไปได้โดยราบรื่น ไม่ชักช้าและสัมฤทธิ์ผลสมบูรณ์ตามที่ประสงค์ บัณฑิตจึงควรศึกษาพิจารณาเรื่องกำลังศรัทธานี้ให้กระจ่างและเกิดประโยชน์แก่ตัวจริง ๆ…

ความหมายทางประวัติศาสตร์ของพิธีครั้งที่ 5

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของมหาวิทยาลัยอย่างน้อยสามด้าน ด้านแรก คือ ขนาดของผลผลิตทางการศึกษา ซึ่งเพิ่มจากบัณฑิต 2,167 คน ในพิธีครั้งแรกเป็น 8,762 คนในพิธีครั้งที่ 5 ด้านที่สอง คือ ความหลากหลายทางวิชาการ ซึ่งขยายการเรียนการสอนในระยะเริ่มแรกจาก 4 คณะ ไปสู่ผู้สำเร็จการศึกษา 7 คณะ และด้านที่สามคือ ความสามารถในการจัดพิธีขนาดใหญ่ต่อเนื่องถึง 5 วัน เพื่อรองรับบัณฑิตจำนวนมาก

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของบัณฑิต แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยรามคำแหง จากแนวคิด “ตลาดวิชา” ที่เปิดกว้าง สู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่ช่วยขยายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้เข้าถึงการเรียนรู้มากขึ้น และมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาไทยในเวลาต่อมา

บทส่งท้าย

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 9–13 ธันวาคม พ.ศ. 2522 มิได้มีความหมายเฉพาะในฐานะพระราชพิธีแห่งความสำเร็จของบัณฑิต 8,762 คน หากยังเป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางด้านการอุดมศึกษาของไทย ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เปลี่ยนแนวคิด “ตลาดวิชา” จากหลักการในการก่อตั้งให้ปรากฏเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านบัณฑิตจากหลากหลายสาขาวิชาที่นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสังคม

ตัวเลขของผู้สำเร็จการศึกษาจึงมิใช่เป็นเพียงแค่สถิติที่ถูกบันทึกไว้ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร หากยังเป็นประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นถึงการขยายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา นอกจากนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำอันดีของชาวรามคำแหงอีกด้วย วันแห่งความสำเร็จของบัณฑิตรุ่นที่ 5 มิใช่เป็นปลายทางของความเพียรพยายามส่วนบุคคลที่ผู้เรียนต่างรอคอยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำความรู้จากการศึกษาในรูปแบบของ “ตลาดวิชา” จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแห่งนี้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์แก่สังคมได้อย่างเต็มความภาคภูมิ

เอกสารอ้างอิง

  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง, สำนักงานอธิการบดี. (2518). กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2518). พิธีเปิดพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา วันที่ 26–27 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2518. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
  • มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 9–13 ธันวาคม พุทธศักราช 2522. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
  • วุฒิญาณ ขจรกลิ่น (บรรณาธิการ). (ม.ป.ป.). บัณฑิตรุ่น 5. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ที่มาภาพ

  • ภาพที่ 1 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิตในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ครั้งที่ 5 มหาวิทยาลัยรามคำแหง — ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522.
  • ภาพที่ 2 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 — ที่มา: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, สำนักงานอธิการบดี. (2518). กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยรามคำแหง. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
  • ภาพที่ 3 บรรยากาศพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2522 สวนอัมพร กรุงเทพมหานคร — ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522.
  • ภาพที่ 4 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร — ที่มา: หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล มหาวิทยาลัยรามคำแหง. (2522). ชุดภาพพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2522.