สำหรับชาวมหาวิทยาลัยรามคำแหงหลายรุ่น “หอนาฬิกา” ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัย อาจเป็นภาพจำแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วรามคำแหงของใครหลายคนที่ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างและมีหน้าที่บอกเวลา หากยังเป็นจุดนัดพบ เป็นฉากหลังของภาพถ่ายในวันสำคัญ และเป็นสัญลักษณ์ที่ผูกโยงความทรงจำของผู้คนเข้ากับช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หอนาฬิกาแห่งนี้ได้อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย และเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ หรือสถานที่สัญจรของนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนเป็นจุดหมายในความทรงจำของศิษย์เก่าที่เคยผ่านช่วงชีวิตในรั้วรามคำแหงแห่งนี้ ก่อนที่หอนาฬิกาจะกลายเป็นภาพจำของมหาวิทยาลัย หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีที่มาและความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งหมายของผู้สร้างที่ต้องการให้ถาวรวัตถุแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของมหาวิทยาลัย...

จุดกำเนิดของถาวรวัตถุแห่งกาลเวลา

หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2530 ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 4/2530 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2530 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของมหาวิทยาลัยในการจัดสร้าง “หอนาฬิกา 15 ปี” เพื่อเป็นถาวรวัตถุที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 15 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยรามคำแหง และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยโครงการก่อสร้างดังกล่าวมีการประมาณการค่าใช้จ่ายเบื้องต้นทั้งสิ้น 443,475 บาท โดยแบ่งเป็นค่าฐานและตัวหอนาฬิกา และค่าตัวเรือนนาฬิกา ที่มาของงบประมาณในการก่อสร้างที่สำคัญมาจากการบริจาคของศิษย์เก่าทั่วประเทศในการจัดงาน “15 ปีรามคำแหง” เมื่อปี 2529 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของถาวรวัตถุที่ต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

พ.ศ. 2530สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบการจัดสร้าง
25 เมตรความสูงของหอนาฬิกา
27 ส.ค. 2536การก่อสร้างแล้วเสร็จ
พื้นที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อนสร้างหอนาฬิกา
ภาพที่ 1 · สภาพพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2526 ก่อนการสร้างหอนาฬิกา

ภายหลังจากได้รับความเห็นชอบ จึงได้มีการกำหนดพื้นที่บริเวณด้านหน้าทางเข้ามหาวิทยาลัยให้เป็นที่ตั้งของหอนาฬิกา โดยออกแบบให้มีลักษณะคล้ายหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์และรากฐานทางประวัติศาสตร์ของสถาบัน มีความสูง 25 เมตร และกว้าง 240 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล (ห.ส.น.) ไพศาลศิลป์ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างตามแบบของกรมโยธาธิการ ซึ่งทำหน้าที่ออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง

หอนาฬิกาขณะเริ่มการก่อสร้าง
ภาพที่ 2 · หอนาฬิกาขณะเริ่มทำการก่อสร้าง เมื่อปี 2535 จากข่าวรามคำแหง ปีที่ 22 ฉบับ 52
2529

ศิษย์เก่าทั่วประเทศร่วมบริจาคในงาน “15 ปี รามคำแหง” ซึ่งกลายเป็นทุนสำคัญของโครงการ

2530

สภามหาวิทยาลัยมีมติเห็นชอบให้จัดสร้าง “หอนาฬิกา 15 ปี” เป็นถาวรวัตถุที่ระลึก

2535–2536

เริ่มงานก่อสร้างตามรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

เมื่อหอนาฬิกากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 27 สิงหาคม 2536 หอนาฬิกาได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนโดยไม่รู้ตัว ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่มีหอนาฬิกาตั้งอยู่กลายเป็นจุดสัญจรสำคัญของนักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป เป็นทั้งจุดนัดพบ และพื้นที่ที่ผู้คนใช้ผ่านเข้าออกในแต่ละวัน จนหอนาฬิกาได้กลายเป็นภาพคุ้นตาที่ผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของชาวรามคำแหงในแต่ละยุคสมัย

หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2546
ภาพที่ 3 · หอนาฬิกาเมื่อปี 2546 · อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณวิทยา ธนาฤกษ์มงคล

นอกจากนี้หอนาฬิกายังเป็นฉากหลังของความทรงจำในโอกาสสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา การนัดพบของเพื่อนฝูง หรือภาพจำของผู้ที่เคยใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาต่าง ๆ และในช่วงหนึ่งที่หอนาฬิกายังตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทาง ทั้งรถโดยสารประจำทาง รถตู้สาธารณะ และการสัญจรไปยังวิทยาเขตบางนา ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าจุดบอกเวลา แต่เป็นหนึ่งในจุดหมายของชีวิตประจำวันของผู้คนที่ผ่านเข้าออกมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ

บัณฑิตถ่ายภาพกับหอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหง
ภาพที่ 8 · นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาถ่ายรูปกับหอนาฬิกา ปี 2549
อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณวิทยา ธนาฤกษ์มงคล
หอนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงจุดบอกเวลา แต่เป็นหนึ่งในจุดหมายของชีวิตประจำวัน และเป็นฉากหลังของความทรงจำในโอกาสสำคัญ”

กาลเวลา เมือง และการหายไปชั่วคราว

กาลเวลานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และหอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ไม่อาจหลีกพ้นจากบริบทของเมืองที่กำลังพัฒนา...

ในปี พ.ศ. 2560 หอนาฬิกาได้ถูกรื้อถอนและย้ายออกจากตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออก บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพมหานคร แม้การดำเนินงานดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แต่สำหรับชาวรามคำแหงจำนวนไม่น้อย การหายไปของหอนาฬิกาจากตำแหน่งเดิม ไม่ได้เป็นเพียงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หากยังหมายถึงการหายไปชั่วคราวของสัญลักษณ์ที่เคยอยู่คู่กับมหาวิทยาลัยและความทรงจำของผู้คนมาอย่างยาวนาน

หอนาฬิกาก่อนการรื้อถอน
ภาพที่ 9 · หอนาฬิกาก่อนการรื้อถอน เมื่อปี 2560
อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณ Noppadech Gesgomol

ในช่วงเวลาดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการรื้อถอน การจัดการพื้นที่ และการปรับภูมิทัศน์ภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ

หอนาฬิกาขณะเริ่มรื้อถอน
ภาพที่ 10 · เริ่มทำการรื้อถอนในปี 2561 เพื่อเปิดพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม
อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณ Noppadech Gesgomol
พื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยหลังรื้อถอนหอนาฬิกา
ภาพที่ 11 · บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยภายหลังรื้อถอนหอนาฬิกา ถ่ายวันที่ 24 ตุลาคม 2564

การกลับคืนมาของสัญลักษณ์ ไม่ใช่แค่ติดตั้งใหม่

ภายหลังจากการดำเนินงานก่อสร้างและปรับพื้นที่ในระยะเวลากว่า 5 ปี หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้กลับมาตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมอีกครั้งพร้อมกับการติดตั้งและทดสอบใช้งาน ก่อนจะกลับมาทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยเช่นเดิม การกลับมาของหอนาฬิกาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสิ่งปลูกสร้างกลับมาติดตั้งใหม่ หากยังเป็นการคืนสัญลักษณ์ที่ชาวมหาวิทยาลัยรามคำแหงคุ้นเคยให้กลับคืนสู่ภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ปัจจุบัน หอนาฬิกายังคงทำหน้าที่บอกเวลา ควบคู่ไปกับการใช้จอ LED สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวสารของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังคงเป็นมุมถ่ายภาพและจุดสังเกตที่ผู้คนคุ้นเคย เช่นเดียวกับในอดีต แม้บริเวณพื้นที่โดยรอบจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแล้วก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กาลเวลาและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหงยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของสถานที่ และเป็นเครื่องหมายแห่งความทรงจำ ที่เชื่อมโยงผู้คนต่างรุ่นต่างยุคเข้าด้วยกัน

หอนาฬิกาปัจจุบันพร้อมจอ LED
ภาพที่ 20 · หอนาฬิกาบอกเวลาและจอ LED สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวสารของมหาวิทยาลัย

มรดกแห่งความทรงจำ

หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างชิ้นหนึ่งในสายตาของผู้ที่เดินผ่าน แต่สำหรับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวรามคำแหงในแต่ละยุคสมัย หอนาฬิกาแห่งนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงบอกเวลา หากยังเป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของสถานที่ ผู้คน และความทรงจำของผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ณ พื้นที่แห่งนี้

แม้กาลเวลาจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การรื้อถอน การปรับพื้นที่ และการพัฒนาเมือง แต่การกลับมาของหอนาฬิกาในวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งปลูกสร้างบางอย่างมีคุณค่ามากกว่าหน้าที่ทางกายภาพ และไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของภูมิทัศน์มหาวิทยาลัย แต่เป็นมรดกทางความทรงจำและถาวรวัตถุให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต รวมถึงการเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าพัฒนาการของสถาบัน และเป็นถาวรวัตถุที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบันอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  • ลีนา ลิ่มอภิชาต (บรรณาธิการ). (2561, มีนาคม 12-18). อธิการบดี ม.ร. แจงนโยบายแก่บุคลากรทุกสายงานปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาล ประหยัด-สร้างรายได้ให้องค์กร. ข่าวรามคำแหง, หน้า 2.
  • สมพันธุ์ เลขะพันธุ์ (บรรณาธิการ). (2530, เมษายน 20). ผลการประชุมสภามหาวิทยาลัย. ข่าวรามคำแหง, หน้า 1, 11.
  • อสัมภินพงศ์ ฉัตราคม (บรรณาธิการ). (2535, พฤศจิกายน 23). รามคำแหงสร้างหอนาฬิการวมใจศิษย์เก่าทั่วประเทศ ใช้งบฯ 4 ล้านบาทจากการบริจาคของศิษย์เก่า. ข่าวรามคำแหง, หน้า 1, 11.
  • อสัมภินพงศ์ ฉัตราคม (บรรณาธิการ). (2536, พฤษภาคม 3). หอนาฬิกาหน้ารามฯ กำหนดเสร็จ 1 มิ.ย. 36. ข่าวรามคำแหง, หน้า 10.

ที่มาภาพ

ภาพที่ 1

สภาพพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2526 ก่อนการสร้างหอนาฬิกา

เว็บไซต์จดหมายเหตุดิจิทัล (https://archives.lib.ru.ac.th/s/RU-Archives/item/2883)

ภาพที่ 2

หอนาฬิกาขณะเริ่มทำการก่อสร้าง เมื่อปี 2536

อสัมภินพงศ์ ฉัตราคม (บรรณาธิการ). (2536, 3 พฤษภาคม). หอนาฬิกาหน้ารามฯ กำหนดเสร็จ 1 มิ.ย. 36. ข่าวรามคำแหง, หน้า 10.

ภาพที่ 3

หอนาฬิกาเมื่อปี 2546

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณวิทยา ธนาฤกษ์มงคล อดีตบุคลากรงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ภาพที่ 4–5

บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย จุดรอรถสาธารณะหน้าหอนาฬิกา ปี 2554–2555

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ภาพที่ 6

ท่ารถเมล์สายต่าง ๆ หน้าหอนาฬิกาที่วิ่งมายังมหาวิทยาลัย และรถเมล์สาย 207 วิ่งไป–กลับระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) และวิทยาเขตบางนา ปี 2555

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ภาพที่ 7

ท่ารถตู้สาธารณะหน้าหอนาฬิกาวิ่งไป–กลับระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) และวิทยาเขตบางนา ปี 2555

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ภาพที่ 8

นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาขณะถ่ายรูปกับหอนาฬิกา ปี 2549

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณวิทยา ธนาฤกษ์มงคล อดีตบุคลากรงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ภาพที่ 9

หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนการรื้อถอน เมื่อปี 2560

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณ Noppadech Gesgomol, Facebook: ข่าวรถไฟฟ้าไทย Thailand Electrified Train News

ภาพที่ 10

หอนาฬิกามหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มทำการรื้อถอน ในปี 2561

อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย คุณ Noppadech Gesgomol, Facebook: ข่าวรถไฟฟ้าไทย Thailand Electrified Train News

ภาพที่ 11

บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายหลังจากการรื้อถอนหอนาฬิกาออกแล้ว ถ่ายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564

ถ่ายโดย นางสาวสุฑามาส ดัสดูล บรรณารักษ์ชำนาญการ หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยีห้องสมุด สำนักหอสมุดกลาง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564

ภาพที่ 12–17

ประมวลภาพการติดตั้งหอนาฬิกาตามตำแหน่งเดิมบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัย ปี 2565

ถ่ายโดย นางสาวสุฑามาส ดัสดูล บรรณารักษ์ชำนาญการ หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยีห้องสมุด สำนักหอสมุดกลาง ระหว่างเดือนเมษายน–กันยายน 2565

ภาพที่ 18

ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์และได้มีการทดสอบใช้งาน ถ่ายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

ถ่ายโดย นางสาวสุฑามาส ดัสดูล บรรณารักษ์ชำนาญการ หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยีห้องสมุด สำนักหอสมุดกลาง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

ภาพที่ 19

จุดรอรถเมล์สาย 3-21 (207 เดิม) วิ่งให้บริการระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) ไปยังวิทยาเขตบางนา หน้าหอนาฬิกา ถ่ายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

ถ่ายโดย นางสาวสุฑามาส ดัสดูล บรรณารักษ์ชำนาญการ หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยีห้องสมุด สำนักหอสมุดกลาง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

ภาพที่ 20

หอนาฬิกาบอกเวลา และจอ LED ที่ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของมหาวิทยาลัย ถ่ายเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569

ถ่ายโดย นางสาวสุฑามาส ดัสดูล บรรณารักษ์ชำนาญการ หน่วยจดหมายเหตุดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยีห้องสมุด สำนักหอสมุดกลาง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569